การเขียน “สรุปย่อ (Short Note)” อย่างทรงพลัง

การเขียน “สรุปย่อ (Short Note)” อย่างทรงพลัง             ในการเรียนของน้อง ๆ ไม่ได้มีเฉพาะวิชาใดวิชาหนึ่งเท่านั้น แถมในแต่ละวิชาก็เรียนกันหลายบทเสียด้วย การที่จะอ่านทบทวนหนังสือเรียนหรือชีทประกอบการสอนใหม่ทั้งหมดก่อนสอบคงไม่สามารถอ่านได้ทันแน่ ๆ วิธีแก้ไขก็คือการทำสรุปย่อหรือ Short Note

การเขียน “สรุปย่อ (Short Note)” อย่างทรงพลัง
 
          ในการเรียนของน้อง ๆ ไม่ได้มีเฉพาะวิชาใดวิชาหนึ่งเท่านั้น แถมในแต่ละวิชาก็เรียนกันหลายบทเสียด้วย การที่จะอ่านทบทวนหนังสือเรียนหรือชีทประกอบการสอนใหม่ทั้งหมดก่อนสอบคงไม่สามารถอ่านได้ทันแน่ ๆ วิธีแก้ไขก็คือการทำสรุปย่อหรือ Short Note ของแต่ละวิชา แต่ละบทไว้อ่านทบทวนก่อนสอบนั่นเอง แต่ไม่ใช่ทุกสรุปย่อที่จะทรงพลังหรือมีประสิทธิภาพ วันนี้พี่ VStudy ขอนำเสนอวิธีการเขียนสรุปย่ออย่างไรให้ทรงพลังและเจ๋ง
 
   1. อ่านเนื้อหาให้จบก่อนแล้วจึงสรุป
    น้องควรอ่านเนื้อหาทั้งบทหรือทั้งเรื่องให้จบเสียก่อน เพราะจะทำให้น้องเห็นภาพรวมของเนื้อหา เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อต่าง ๆ ที่อยู่ในเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี ถ้าเราอ่านไปเขียนสรุปไปจะมีบางครั้งที่เนื้อหาในส่วนหลังไปขยายความเนื้อหาในส่วนแรกเพิ่มเติมขึ้น แต่กลับไม่มีที่ว่างให้จดเพิ่มแล้ว หรือเนื้อหาในส่วนหลังเป็นข้อยกเว้นของเนื้อหาในส่วนแรก หรือความเข้าใจแรกของน้องผิดพลาดไป น้องก็ต้องมาลบแก้ไขทำให้เสียเวลาหรือเลอะเทอะใช่หรือเปล่าครับ
 
 
 
  2. ไม่ต้องเขียนเนื้อหาใส่ลงไปทั้งหมด
     ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “สรุปย่อ” ใช่ไหมครับ คงไม่ใช่การเขียนเนื้อหาทั้งหมดใส่ลงไปแน่นอน มิเช่นนั้นคงไม่ต่างกับการที่น้องต้องอ่านหนังสือเรียนใหม่ทั้งหมดก่อนสอบ แล้วอย่างนั้นควรจะใส่อะไรเข้าไปดี จุดสำคัญเลยคือจุดประสงค์การเรียนรู้ของเรื่องนั้น ๆ เพราะนั่นคือเป้าหมายหลักของผู้สอนเลย ถ้าน้องตอบคำถามเหล่านั้นได้แสดงว่าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว นอกเหนือจากนั้นน้องต้องสังเกตตอนที่คุณครูสอน ถ้าจุดไหนที่ย้ำเป็นพิเศษ พูดวนหลายครั้ง เรื่องเหล่านั้นก็ควรที่จะอยู่ในสรุปย่อของน้อง หรือถ้าเป็นกรณีของการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย น้องควรจะไปดูแนวข้อสอบเก่าของปีก่อน ๆ ถ้าเรื่องไหนที่ออกแนวเดิมซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง เรื่องนั้นก็ควรอยู่ในสรุปย่อของน้องเช่นกันครับ 
  3. การใช้ตัวหนังสือให้น้อยแต่มากความ
     การเขียนสรุปย่อไม่ใช่การเขียนเรียงความส่งคุณครู ดังนั้นการเขียนสรุปย่อที่ทำให้อ่านทบทวนได้ง่ายและรวดเร็วนั้น ควรจะต้องมีตัวอักษรให้น้อยเท่าที่จะเป็นได้ แต่ใจความสำคัญหลักยังต้องอยู่ครบ หนึ่งในวิธีที่นิยมกันก็คือการใช้ตัวย่อต่าง ๆ เช่น คำว่า ตัวอย่าง อาจจะย่อเป็น ตย. หรือ  Ex. หรือคำว่าสัมประสิทธิ์ อาจจะย่อเป็น สปส. นอกจากนี้ยังใช้สัญลักษณ์แทนคำศัพท์ได้ เช่น การวาดรูป ดาว หัวใจ หรือรูปเรขาคณิตต่าง ๆ ซึ่งน้องไม่จำเป็นต้องใช่ตัวย่อหรือสัญลักษณ์ที่เป็นหลักสากลเลย เพียงแค่เมื่อน้องได้มาอ่านทบทวนซ้ำแล้วเข้าใจความหมายก็เพียงพอแล้วครับ 
  4. ควรเน้นจุดสำคัญ
     หลักการทำสรุปย่อที่ดีไม่ใช่แค่การใส่เนื้อหาสำคัญลงไปเท่านั้น แต่ยังมีการเน้นจุดที่สำคัญมากหรือออกสอบบ่อย ๆ เพิ่มเข้าไปด้วย เช่น อาจจะใส่กล่องข้อความ ขีดเส้นใต้ หรือการใช้สัญลักษณ์เสริม เพื่อให้เกิดความสะดุดตาเวลาที่มาอ่านทบทวน และจะช่วยให้จดจำได้ดีขึ้นอีกด้วย
 
อ้างอิงภาพ : www.bangkokpost.com
 
  5. การเพิ่มสีลงไปในสรุปย่อ
      การเพิ่มสีลงไปจะทำให้สรุปย่อของเราน่าอ่าน ไม่รู้สึกล้าสายตาเวลาอ่านทบทวนเป็นเวลานานติดต่อกัน อาจทำได้โดยใช้ปากกาสี หรือไฮไลต์ก็ได้ จุดที่สำคัญอาจจะใช้สีอื่นแยกออกจากสีที่ใช้สำหรับข้อความทั่วไป แต่อย่างไรก็ไม่ควรใช้สีสันมากเกินไป เพราะน้องจะไม่รู้ว่าจุดสำคัญที่เราเคยทำไว้คือจุดไหนกันแน่ และทำให้ลายตาเวลาอ่านก็ได้
   6. การเขียน Mind Map 
       การเขียน Mind Map เป็นหนึ่งในวิธีเขียนสรุปย่อที่นิยมมาก เนื่องจากเห็นความสัมพันธ์ของหัวข้อต่าง ๆ ได้ดี เห็นภาพรวมของเนื้อหาครบถ้วน และอ่านง่ายนั่นเอง
 
 
อ้างอิงภาพ : www.learningfundamentals.com
 
   7. เขียนสรุปย่อด้วยตัวเอง
       ควรเขียนสรุปย่อทั้งหมดด้วยตัวเอง ไม่ควรไปยืมของที่เพื่อทำไว้มาอ่าน เพราะเป็นการตอบตัวเองเบื้องต้นแล้วว่าเราเข้าใจเนื้อหาที่อ่านมาจบแล้วมากน้อยเพียงไร นอกจากนี้การทำสรุปย่อก็เปรียบเหมือนการอ่านทบทวนซ้ำอีกรอบหนึ่งแล้วเหมือนกัน
จากที่พี่ VStudy กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงหลักการสำคัญคร่าว ๆ ของการเขียนสรุปย่อที่ทรงพลังเท่านั้น น้องควรหมั่นทำบ่อย ๆ แล้วจะทำให้สรุปย่อชิ้นต่อมาพัฒนาจนดีขึ้นได้เอง และที่สำคัญน้องไม่ควรเอาสรุปย่อของตัวเองไปเปรียบเทียบกับของเพื่อนว่าของใครสวยกว่ากัน เพราะถ้าเมื่อเวลาที่น้องมาอ่านทบทวนแล้วเข้าใจ สามารถทำข้อสอบได้ดีก็เพียงพอแล้วครับ ท้ายที่สุดนอกจากการทำสรุปย่อแล้ว น้องควรหมั่นฝึกฝนทำแบบฝึกหัดหรือข้อสอบบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญหรือเชี่ยวสนามนั่นเอง

แหล่งที่มา : http://vstudy.in.th/vnews/284

โพสต์โดย : ฐาปนี สิทธิเลิศ

MCP กฤตภาคออนไลน์

Leave a Reply