10 ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก (คนกลัวงูไม่จำเป็นอย่าดู)

เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า งู นั้นเป็นหนึ่งในสัตว์สายพันธุ์ที่น่ากลัวที่สุด ที่เพียงแค่ได้ยินก็ถึงกับทำให้บางคนขนลุกขนพองแล้ว แม้งูจะมีทั้งสายพันธุ์ที่มีพิษและไม่มีพิษ แต่ขึ้นชื่อว่างูก็ยังน่ากลัวอยู่ดี โดยเฉพาะเจ้างูทั้ง 10 สายพันธุ์ดังต่อไปนี้ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอสรพิษเพชฌฆาต ด้วยพิษร้ายที่สามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้เพียงไม่กี่นาที ซึ่งเว็บไซต์ themost10.com ได้รวบรวมไว้ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า 10 อันดับงูที่มีพิษร้ายที่สุดในโลก จะประกอบไปด้วยงูสายพันธุ์ไหนบ้าง 1. งูทะเล (Sea Snake) งูทะเล นับได้ว่าเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุดในโลก โดยพิษของงูทะเลเพียงไม่กี่มิลลิกรัมก็มีฤทธิ์มากพอที่จะสังหารมนุษย์ได้ถึง 100 คนแล้ว การกัด 1 ใน 4 ครั้งมักจะมีพิษ อย่างไรก็ตาม งูทะเลนั้นมีการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างจะเชื่องช้า โดยชาวประมงมักจะตกเป็นเหยื่อถูกงูทะเลกัดมากที่สุด เนื่องจากมักจะพบงูสายพันธุ์นี้ติดขึ้นมากับอวนหาปลาในมหาสมุทร งูทะเลสามารถพบได้ทั่วน่านน้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางตอนเหนือของออสเตรเลีย สำหรับพิษของงูทะเลนั้นมีความรุนแรงต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของงูทะเล โดย Dubois’ seasnake นับเป็นงูทะเลที่มีพิษร้ายมากที่สุด 2. งูไทปันโพ้นทะเล (Inland Taipan) งูไทปันโพ้นทะเล มีถิ่นกำเนิดจากประเทศออสเตรเลีย ลำตัวมีสีแทนดำ โดยงูไทปันโพ้นทะเลนี้ได้ถูกจัดให้เป็นเพชฌฆาตที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุดในบรรดางูที่อยู่บนบก โดยพิษที่ปล่อยออกมาจากการกัดเพียงแค่ 1 ครั้ง มีปริมาณอยู่ที่…

10 อันดับปรากฎการณ์ธรรมชาติสุดประหลาด

1) พายุที่ไม่มีวันดับ “สาย ฟ้าแห่งคาตาทุมโบ” (Catatumbo Lightings) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบริเวณปากแม่น้ำคาตาทุมโบ ส่วนที่ต่อกับทะเลสาป Maracaibo ในประเทศเวเนซุเอรา เมฆพายุขนาดใหญ่และสายฟ้าที่ยาวกว่า 5 กิโลเมตรนี้ จะเกิดขึ้นประมาณ 140 ถึง 160 วันต่อปี และสายฟ้านี้จะผ่าติดต่อกันได้ถึงวันละ 10 ชั่วโมง และมากที่สุดถึงชั่วโมงละ 280 ครั้ง ข้อมูลล่าสุดบอกว่า หลังจากที่ได้เกิดขึ้นติดต่อกันมานานเป็นศตวรรษ (เท่าที่มีการบันทึก) สายฟ้านี้ได้หายไปตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2553 ซึ่งน่าจะเกิดมาจากความแห้งแล้งอย่างหนัก ทำให้เป็นที่กังวลว่าปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้อาจหายไปได้ 2) ฝนปลา ฝน ปลา หรือที่ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “Lluvia de Peces” นั้นเป็นปรากฏการณ์เหลือเชื่อที่เกิดขึ้นติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 100 ปีแล้วในประเทศฮอนดูรัส โดยจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฏาคมของทุกปี ในเขตเมือง Yoro ทางตอนเหนือของประเทศ ตามปรกติจะเริ่มจากเมฆดำแล้วตามด้วยฟ้าผ่า, ลมพายุ, และฝนตกหนักราว 2-3 ชั่วโมง ซึ่งหลังจากฝนหยุดไปแล้ว จะพบปลาเป็นๆ หลายร้อยตัวดิ้นพรวดๆ…

สัตว์ตัวแรกของโลก

สัตว์ชนิดแรกบนโลกกลับกลายเป็นสัตว์ที่ดูมีความซับซ้อนมากกว่าอย่าง หวีวุ้น (Comb jelly) แทนที่จะเป็นสัตว์ที่มีระบบเรียบง่ายอย่างฟองน้ำ ตามรายงานข่าวที่ช็อกนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เนื่องจากไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในครั้งแรกจากมีความซับซ้อนขนาดนี้ หวีวุ้น (Comb jelly)  เป็นแพลงก์ตอนสัตว์ถาวรกลุ่มเล็กๆ  กลุ่มหนึ่งที่พบเฉพาะในทะเล มีลักษณะคล้ายแมงกะพรุนหรือ cnidarians  คือมีลำตัวใส แต่รูปทรงลำตัวหวีวุ้นจะแปลกออกไป ชนิดที่พบบ่อยมีรูปร่างคล้ายลูกแพร์ ลักษณะที่สำคัญประจำกลุ่มคือ มีแผ่นหวีที่ช่วยให้หวีวุ้นเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างมีประสิทธิภาพในทะเล หวีวุ้นเป็นนักล่าที่ดุร้าย โดยใช้แส้เส้นยาวๆ 2 เส้น เป็นเครื่องมือจับเหยื่อส่งเข้าปาก บนแส้ทั้งสองมีกาวที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศซึ่งสามารถดักจับเหยื่อ คล้ายกับทำให้เกิดอาการชาและติดแน่นบนแส้  ลำตัวหวีวุ้นประกอบด้วยเซลล์ที่เปล่งแสงเรืองอย่างสวยงามในยามค่ำคืน ซึ่งเป็นคุณสมบัติอีกข้อหนึ่ง ที่ช่วยล่อเหยื่อให้ติดกับได้ดี (ข้อมูลจากหนังสือ: จากยอดเขาถึงใต้ทะเล ฯ เรียบเรียงโดย ศาสตราจารย์ ลัดดา วงศ์รัตน์ แห่งภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ) การค้นหาสัตว์ชนิดแรกในโลกทำได้เพียงแค่การคาดเดาจากซากฟอสซิลและศึกษาจากสัตว์ที่ใกล้เคียงกันในปัจจุบัน เพื่อที่จะลงรายละเอียดให้ลึกกว่านั้น พวกเขาวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมจำนวนมาก เพื่อจะหาส่วนที่แยกสายวิวัฒนาการไปในช่วงแรกๆ ของสายวิวัฒนาการ สายวิวัฒนาการจะแบ่งการวิวัฒนาการเป็นลำดับขั้น โดยดูจากความสัมพันธ์กับกลุ่มสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และจะแสดงว่ากลุ่มไหนที่แยกตัวออกมาจากสายวิวัฒนาการก่อน น่าตกใจจริงๆ ที่การศึกษาใหม่นี้พบว่า หวีวุ้น เป็นสัตว์จำพวกแรกที่แยกออกมาจากต้นสายวิวัฒนาการ ไม่ใช่สัตว์ที่มีความซับซ้อนน้อยอย่างฟองน้ำ ซึ่งเป็นทฤษฏีที่เชื่อมาโดยตลอด “มันเป็นเรื่องที่ช็อกมากจริงๆ”…

ทำไมมนุษย์ถึงดื่มน้ำทะเลไม่ได้ รู้ยัง?

โลกของเรานี้มีน้ำทะเลกินพื้นที่อยู่มากถึง 3 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดของโลก แล้วทำไม น้ำทะเลพวกนี้ เราถึงไม่สามารถเอามากินได้ ทั้งๆที่มีสัตว์บางชนิดสามารถที่จะกินน้ำทะเลได้ โดยที่ไม่มีปัญหาอะไร คำตอบง่ายๆคือ เพราะเราไม่มีต่อมพิเศษที่ใช้ในการขับเกลือออกจากร่างกายเหมือนสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำทะเล หรืออยู่แถวแนวชายฝั่ง โดยทั่วไปแล้ว สัตว์หลายๆชนิดเช่น นกทะเล ปลา รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง สามารถกินน้ำทะเลได้ เพราะสัตว์พวกนี้ จะมีต่อมที่ใช้สำหรับกำจัดเกลือที่เข้ามาในร่างกาย อย่างเช่น นกนางนวล สามารถที่จะดื่มน้ำทะเลได้มากกถึง 10% ของน้ำหนักตัว และสามารถกำจัดเกลือให้เหลือเพียง 0.9% ของน้ำหนักตัว ในระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งวิธีขับของสัตว์พวกนี้ก็คือ การขับออกมากับปัสสาวะนั่นเอง แล้วทำไมมนุษย์ถึงไม่สามารถกำจัดเกลือได้เหมือนสัตว์พวกนี้ ทั้งๆที่เราก็ขับของเสียออกมาทางปัสสาวะเช่นเดียวกัน คำตอบก็คือ ในน้ำทะเลจะมีเกลือผสมอยู่ประมาณ 3.5% เมื่อน้ำทะเลเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์แล้ว จะทำให้น้ำที่มีอยู่ในร่างกาย ถูกดูดออกไปจากร่างกาย เพื่อที่จะกำจัดเกลือที่เข้ามาสู่ร่างกาย จากนั้นก็จะส่งไปยังไตเพื่อกำจัดของเสีย แต่ไตของมนุษย์สามารถกำจัดเกลือได้ไม่เกิน 2.2% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราดื่มน้ำทะเลเข้าไป ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดเกลือที่เข้าสู่ร่างกายได้ทันเวลา และจะทำให้น้ำที่มีอยู่ในร่างกาย ถูกดึงออกมาเพื่อกำจัดเกลือในส่วนที่เหลืออยู่ ทำให้มนุษย์อย่างเราๆ เกิดภาวะขาดน้ำ และไตก็จะทำงานอย่างหนัก…

ทำไมท้องฟ้าจึงเป็นสีฟ้า

ตอนแรก ผมก็เข้าใจว่า ท้องฟ้าสีฟ้า เพราะสะท้อนจากน้ำทะเล แต่มันไม่ใช่อย่างที่คิดแฮะ เริ่มหาข้อมูล อ่านแล้วพอเข้าใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อครับ ทำไมท้องฟ้าตอนกลางวันจึงเป็น สีฟ้า ทำไมไม่เป็นสีดำในเมื่อ จักรวาล นั้นเป็นสีดำ(ตามจริงก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้ว่าจักรวาลมีสีอะไร) เหมือนตอนกลางคืน หลายคนอาจจะบอกว่าก็ตอนกลางวันมันมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ เลยไม่เป็นสีดำเหมือนตอนกลางคืน มันก็ถูกแต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมตอนกลางวันฟ้าไม่เป็นสีขาว เหมือน แสงอาทิตย์ นั้นซิ เรื่องนี้เป็นปริศนามายาวนานเท่าๆ ตั้งแต่มนุษย์แหงนหน้ามองฟ้าเป็นครั้งแรก มันก็เป็นคำถามที่ค้างคาในหัวสมองมา เผ่าพันธุ์ของเรามาแสนนาน จนกระทั้งเวลาล่วงเลยมาถึง ศตวรรษที่ 19 นักฟิสิกส์ชาวไอริส นามว่า John Tyndall จึงสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมท้องฟ้าจึงเป็นสีฟ้าได้ ด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ที่มีชื่อว่า ปรากฏการณ์ทินดอลล์ (Tyndall Effect) ที่ว่าแสงคลื่นสั้นเกิดการกระเจิง ได้ดีกว่าแสงคลื่นยาว เมื่อไปกระทบกับอนุภาคแขวนลอยในของเหลว เกี่ยวกับ ชั้นบรรยากาศ ในชั้นบรรยากาศนั้นประกอบ ไปด้วยโมเลกุลของแก็ส(เป็นอนุภาคขนาดเล็ก) และ ฝุ่น ผง เถ้า ผลึกเกลือ ผลึกน้ำแข็ง ละอองน้ำ(กลุ่มนี้เป็นอนุภาคขนาดใหญ่) ยิ่งใกล้ผิวโลก อนุภาคต่างๆในในบรรยากาศยิ่งหนาแน่น…

10 อันดับเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในไทย

10 อันดับเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในไทย อันดับ 10 Sanook.com เว็บไซน์สาระ-บันเทิง ครอบคลุมทุกเรื่องราว คือหนึ่งในเว็บท่าที่มีผู้เข้าชมสูงสุดในไทย อันดับ 9 Live.com เว็บไซต์ค้นหา (Search Engine) จากไมโครซอร์ฟ อันดับ 8 dealfish.co.th เว็บไซต์ลงประกาศฟรีอันดับ 1 ที่เป็นแหล่งซื้อ-ขาย ลงประกาศสินค้าฟรี ทุกหมวดหมู่ ทุกประเภท ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด อันดับ 7 Yahoo.com เว็บท่า Portal Site สัญชาติอเมริกัน ที่โดดเด่น ด้านบริการ E-mail , Search , Hot Jobs , News , Shopping , ท่องเที่ยว , ธุรกิจ และ อื่น ๆ อีกมากมาย อันดับ 6 Pantip.com เว็บชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย…

10 อันดับภาพถ่าย ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก บางภาพมี มูลค่าสูงถึง 100 ล้านบาท!!

เคยคิดบ้างหรือไม่ว่า ภาพถ่ายที่ดูธรรมดาๆ ของช่างภาพบางคน ทำไมถึงมีราคาสูงลิบลิ่ว บางครั้งก็มีราคามากกว่า 100 ล้านบาท นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า ภาพเหล่านั้นดูแปลกตา และดูพิเศษกว่าภาพทั่วๆ ไป และถึงแม้ว่ามันจะดูธรรมดาๆ ในสายตาของคนทั่วไป แต่มันอาจแฝงไปด้วยความหมายที่ช่างภาพต้องการสื่อให้คนดูได้เห็น เช่น ภาพถ่ายของบรรยากาศในอดีต อาจแสดงให้เห็นถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองในสมัยนั้น และทั้งหมดนี้ คือ 10 อันดับภาพถ่ายธรรมดาๆ แต่กลับมีราคาแพงมากกกกก จนคนธรรมดาๆ อย่างเราเอื้อมไม่ถึง ชักอยากเห็นหน้าตาของภาพถ่ายสุดแพงแล้วสิ ถ้าอย่างนั้นก็ไปดูกันเลย 10.รูปภาพของ Billy the Kid (1880) ที่สามารถประมูลขายได้ถึง 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐ  หรือราวๆ 80 ล้านบาท 9.Untitled #153 ที่ถูกถ่ายขึ้นโดย Cindy Sherman (1985) มีราคา 2.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 93.5 ล้านบาท 8.The Pond-Moonlight ถ่ายโดย Edward Steichen (1904)…

10 สุดยอดภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกตลอดกาล 2

ถ้ายังไม่ได้ดุตอนหนึ่งแล้วก็ http://blog.mcp.ac.th/?p=18774 11. Birth of Venus ศิลปิน ซานโดร บอตติเชลลี ชาวอิตาลี ปีที่เขียน ค.ศ. 1486 ประเภท สีฝุ่นเทมเพอราบนผ้าใบ ขนาด 172.5 x 278.9 ซม. สถานที่ หอศิลป์อุฟฟิซิ, ฟลอเรนซ์ ภาพ Birth of Venus ซึ่งบอตติเชลลีได้รับแรงบันดาลใจจากถ้อยคำในบทสวดสมัยกรีกโบราณ เป็นภาพของเทพีวีนัสยืนบนเปลือกหอยที่ลอยมาจากทะเลมาเกยฝั่งจากการถูกเป่ามาโดยเซไฟรัส(Zephyrus) ผู้เป็นเทพแห่งลมตะวันตกและเป็นสัญลักษณ์ของความไคร่ โดยมีเทพีโฮแร (Horae) ซึ่งเป็นเทพีแห่งฤดูมารออยู่และยื่นมอบเสื้อคลุมลายดอกไม้ให้ ปัจจุบันภาพ Birth of Venus จัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์อุฟฟิซิ ในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี 12. Water Lilies ศิลปิน โกลด มอแน ชาวฝรั่งเศส ปีที่เขียน ค.ศ. 1906 ประเภท สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 89.9 x 94.1…

10 สุดยอดภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกตลอดกาล 1

ภาพเขียนชั้นยอดมักจะทำให้คุณลืมหายใจ มันจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรือสไตล์การเขียนภาพที่โดดเด่น ภาพเขียนชั้นยอดเหล่านั้นคือประจักษ์พยานของทักษะและความสามารถของเหล่าศิลปินระดับโลก ปาโบล ปิกัสโซกล่าวไว้ว่าเด็กทุกคนเกิดมาเป็นศิลปิน ปัญหาอยู่ที่การรักษาความเป็นศิลปินไว้ในตัวพวกเขา จักรวาลนี้เต็มไปด้วยศิลปะและแรงบันดาลใจ แต่มันจะต้องมีศิลปินที่มีความสามารถจริงๆและมีวิสัยทัศน์ที่จะใช้สีและแปรงถ่ายทอดความคิด วิสัยทัศน์ และจักรวาลที่สวยงามนี้ให้เป็นภาพเขียน และต่อไปนี้คือ 10 ภาพเขียนที่ดีที่สุด สวยงามที่สุด และมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกตลอดกาล 1. Mona Lisa ศิลปิน เลโอนาร์โด ดา วินชี ชาวอิตาลี ปีที่เขียน ค.ศ. 1503-1506 อาจจะต่อเนื่องถึง 1517 ประเภท สีน้ำมันบนไม้ ขนาด 77 x 53 ซม. สถานที่ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส โมนาลิซาเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกตลอดกาล เขียนโดยเลโอนาร์โด ดาวินชีในช่วงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เขาเริ่มเขียนภาพโมนาลิซาในปี 1503 หรือ 1504 และทำเสร็จไม่นานก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1519 ภาพเขียนตั้งชื่อตาม Lisa del Giocondo ซึ่งเป็นสมาชิกของครอบครัวที่มั่งคั่งของเมืองฟลอเรนซ์ ในปี 1911…

รหัสคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ทำงานด้วยหลักการทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่แทนสัญญาณทางไฟฟ้าด้วยตัวเลขศูนย์และหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเลขในระบบเลขฐานสองแต่ละหลักเรียกว่าบิต (binary digit : bit) และเมื่อนำตัวเลขหลาย ๆ บิตมาเรียงกัน จะใช้สร้างรหัสแทนความหมายจำนวน ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้ และเพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อความระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์เป็นไปในแนวเดียวกันจึงมีการกำหนดมาตรฐาน รหัสตัวเลขในระบบ เลขฐานสอง สำหรับแทนสัญลักษณ์เหล่านี้ รหัสมาตรฐานที่นิยมใช้กันมากมีสองกลุ่มคือ 1) รหัสแอสกี รหัสแอสกี (ASCII) เป็นเป็นรหัสที่กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานกำหนดมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา ย่อมาจาก American Standard Code for Information Interchange เป็นรหัส 8 บิต ใช้แทนสัญลักษณ์ต่าง ๆ ได้ 256 ตัว นิยม ใช้กันแพร่หลายกับระบบคอมพิวเตอร์ทั่วไปและระบบสื่อสารข้อมูล บิตที่ 7 6 5 4 3 2 1 0 โครงสร้างของรหัสแอสกี มีดังนี้ บิตที่ 4 – 7…