อารยธรรมโรมัน The Empire of Rome

ชื่อ ด.ญ.กฤตพร   ไชยลังกา ชั้น ป.5/2 เลขที่ 17

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ภาพสวยๆ ของ โรมัน"

อารยธรรมโรมัน

อารยธรรมโรมันมีศูนย์กลางอยู่ที่แหลมอิตาลี เป็นอารยธรรมของพวกอินโด-ยูโรเปียนเผ่าละติน (Latin) ซึ่งอพยพจากทางตอนเหนือมาตั้งถิ่นฐานในแหลมอิตาลีเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช และเรียกตัวเองว่า “โรมัน” พวกโรมันได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองดินแดนที่เป็นศูนย์กลางความเจริญของอารยธรรมเฮลเลนิสติกซึ่งสลายเมื่อประมาณปี 146 ก่อนคริสต์ศักราช และดินแดนอื่นๆ ทั้งในยุโรปและแอฟริกาเหนือ ทำให้อารยธรรมของโลกตะวันออกซึ่งผสมผสานอยู่ในอารยธรรมกรีกได้ขยายเข้าไปในทวีปยุโรป และเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตกในปัจจุบัน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แผนที่ จักรวรรกรุงโรมัน"

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของโรมัน  มีที่ราบอันกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์เพาะปลูกได้เต็มที่ หุบเขาใกล้เคียงมีป่าไม้และเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ ที่ตั้งของกรุงโรมอยู่ห่างจากทะเล 15 ไมล์ เหมาะกับการทำการค้าทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน กรุงโรมตั้งอยู่ในทำเลที่ความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์ คือ สามารถใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคม มีภูเขาและหนองน้ำกีดขวางผู้บุกรุก ประมาณ 100 ปีก่อนคริสตกาล โรมันได้รวบรวมดินแดนโดยรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไว้ในอำนาจ ปัจจัยที่สนับสนุนการแพร่อำนาจของอาณาจักรโรมันคือ การสร้างถนนที่มั่นคงถาวรไปยังดินแดนที่ยึดครอง ทำให้เกิดความคล่องตัว การขยายกองทัพและการคมนาคมขนส่ง การสร้างถนนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายอำนาจและสร้างความมั่นคงให้กับจักรวรรดิโรมัน

ปัจจัยส่งเสริมการขยายอำนาจของจักรวรรดิโรมัน 
จักรวรรดิโรมันขยายอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหนือดินแดนต่างๆ นานหลายร้อยปี โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการขยายอำนาจของโรมันคือ สภาพภูมิศาสตร์ของแหลมอิตาลี ระบอบการปกครอง และกองทัพโรมัน

 à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ โรมัน คน"

สาเหตุความเสื่อมของจักรวรรดิ

๑. หลังปี ค.ศ. ๑๘๐ เนื่องจากไม่มีกำหนดการสืบตำแหน่งไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดการแย่งอำนาจในหมู่ นายพล

๒. การถูกโจมตีจากศัตรูภายนอกและเกิดรัฐอิสระขึ้นตามชายแดนที่ถูกคุกคาม

๓. ที่ดินแทบทั้งจักรวรรดิตกอยู่ในเงื้อมมือชนชั้นสูงส่วนน้อยเท่านั้น ชาวนาที่สิ้นเนื้อประดาตัวกลายเป็นโคโล-นุส ซึ่งจะได้รับที่ดินชิ้นหนึ่งจากเจ้าของที่ดิน เพื่อทำการเพาะปลูกโดยเสรี แต่จะต้องชดใช้เจ้าของที่ดินด้วยแรงงานของตน เมื่อนานวันเข้าก็เปลี่ยนสภาพเป็นกึ่งทาส

๔. สงครามกลางเมือง ทำให้กระทบกระเทือนระบบการค้า

ภารสิ้นสุดจักรวรรดิโรมันตะวันตก

            เพื่อความเข้าใจในเหตุการณ์จึงแทรกลำดับพระจักรพรรดิของโรมันเฉพาะที่สำคัญๆ ไว้ตามลำดับดังนี้คือ

๑. ออกุสตุส (Augustus) ๓๐ ปีก่อน ค.ศ.-ค.ศ.๑๔ นับเป็น “ยุคทองของโรม”

๒. ทิเบริอุส (Tiberius) ค.ศ. ๑๔-๓๗ เพิ่มอำนาจจักรพรรดิและลดอำนาจของสภาราษฎร

๓. คลอดิอุส (Claudius) ค.ศ. ๔๑-๕๔ ได้ปกครองภาคใต้ของอังกฤษ และเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณี วรรณคดี และภาษาของโรมันไปสู่ประเทศนั้น นอกจากนี้ยังยินยมให้มีตัวแทนจากมณฑลอื่น ๆ เข้าร่วมประชุมสภาซีเนท นับว่าเป็นการรวมที่ได้ผลวิธีหนึ่ง

 ๔. เนโร (Nero) ค.ศ. ๕๔-๖๘ เป็นจักรพรรดิที่โหดเหี้ยมมาก เพราะทรงฆ่าพระมารดา, พระอนุชา, ชายา ๒ องค์ รวมทั้งพระอาจารย์ของพระองค์เองคือ เซเนคา ปรัชญาเมธีผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง รวมทั้งเป็นผู้ที่ทำการจุดไฟเผากรุงโรมเพียงเพื่อความบันเทิงของตัวเอง ป้ายความผิดให้พวกคริสเตียน และประหารชีวิตเสียเป็นจำนวนมาก ในปลายรัชสมัยของพระองค์ได้เกิดจลาจลขึ้นในโรม จักรพรรดิเนโรปลงพระชนม์พระองค์เอง ใน ค.ศ. ๖๘ นับเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์จูเลียน

 ๕. เวสปาเชียน (Vespasian) ค.ศ. ๖๙-๗๙ เดิมเป็นแม่ทัพที่ปราบปรามจลาจลในโรมตอนปลายสมัยเนโรได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิราชวงศ์เลเวียน งานชิ้นสำคัญคือโคลอสเซียม  ได้ทรงส่งโอรสติตุส ไปปราบปรามและทำลายกรุงเจรูซาเล็มในปาเลสไตน์

๖. ทราจัน (Trajan) ค.ศ. ๙๘-๑๗๗ รวมรูมาเนีย (ดาเซีย) เข้ามาอยู่ในบังคับของโรมและขยายอาณาจักรโรมันออกไปกว้างขวางยิ่งขึ้น

 ๙. เฮเดรียน (Hadrian) ค.ศ. ๑๑๗-๑๓๘ ทรงขยายแนวป้องกันการรุกรานออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษ ในยุโรปกลาง ระหว่างลุ่มแม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกอารยชน

๘. มาร์คุส ออเรลีอุส (Marcus Aurelius) ค.ศ. ๑๖๑-๑๘๐ นับว่าเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิที่มี ๕ พระองค์ (ค.ศ. ๙๖-๑๘๐) ทรงเขียนหนังสือ “Meditations” บรรยายหลักปรัชญาในแนวสโตอิค คือถือความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ รัชสมัยของพระองค์นี้ถือว่าเป็นสมัยสุดท้ายของสันติภาพโรมัน (Pax Romana)

๙. ไดโอเคลเชียน (Diocletian) ค.ศ. ๒๘๔-๓๐๕ เป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่สามารถทรงจัดการระงับการจลาจลวุ่นวายภายหลังสันติภาพโรมัน พระองค์ปกครองอาณาจักรภาคตะวันออกของโรมันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนทางตะวันตกได้ทรงแต่งตั้งผู้ปกครองอีกองค์หนึ่ง ซึ่งการแบ่งเช่นนี้ได้นำไปสู่การแบ่งอาณาจักรโรมันออกเป็นภาคตะวันตกและตะวันออกในสมัยต่อมา

๑๐. คอนสแตนติน (Constantine) ค.ศ. ๓๑๒-๓๓๗  รวมจักรวรรดิโรมันเป็นจักรวรรดิเดียวกันได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง และย้ายเมืองหลวงจากโรมไป ไบแซนติอุม (Byzantium) เปลี่ยนเรียกชื่อใหม่ว่า “คอนสแตนติโนเปิล” ตามพระนามของพระองค์ (ปัจจุบันคือเมืองอิสตันบุล) โดยเจตนาจะให้เป็นศูนย์กลางของการปกครองดินแดนทั้งภาคตะวันตกแลตะวันออก แต่การทั้งนี้กลับทำให้ประชาชนเริ่มรู้สึกแบ่งแยกทางจิตใจ ทางตะวันตกซึ่งมีอิตาลี สเปน โลกยังยึดอารยธรรมโรมันอยู่(Romanization) แต่ทางตะวันออกซึ่งมีคอนสแตนติโนเปิล และเอเชียโมเนอร์ต่างรับอารยธรรกรีก (Hellenization)และเมื่อคอนสแตนตินประกาศ “กฤษฎีกาแห่งมิลาน” (Edict of Milan) แล้ว คริสตศาสนาก็สามารถเผยแพร่ในอาณาจักรโรมได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กรีก โรมัน เทพเจ้า"
ลัทธิความเชื่อ

ชาวโรมันบูชาเทพเจ้าและเทพีของตนเองอย่างมากมายซึ่งบางส่วนก็มาจากส่วนต่างๆของจักรวรรดิด้วย เทพเจ้าและเทพีมีอยู่ในทุกส่วนของชีวิต ชาวโรมันสวดมนต์บูชาเทพเจ้าและฆ่าสัตว์เพื่อสังเวยแด่เทพเจ้าด้วย จักรพรรดิเป็นหัวหน้านักบวชของโรมเพราะประชาชนเชื่อว่าพระองค์ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเทพเจ้ากับคนธรรมดา

๑ เทพประจำบ้าน

ครอบครัวชาวโรมันส่วนใหญ่มีหิ้งบูชาเล็กๆอยู่ในบ้านเพื่อพวกเขาจะได้บูชาเทพเจ้าและวิญญาณต่างๆหิ้งบูชารูปร่างคล้ายโบสถ์เรียกว่า ลาราเรียม

เทพประจำบ้านมี ๒ องค์ คือ ลาเรส และเพนาเทส สาเลส คือ วิญญาณของบรรพบุรุษ ส่วนเพนาเทสจะคอยดูและตู้เก็บอาหารภายในบ้าน มีการสวดมนต์อยู่ทุกวัน และจะมีการสวดพิเศษสำหรับวันสำคัญต่างๆ เช่น วันเกิดและวันแต่งงาน เป็นต้น

๒ เทพเจ้าที่ได้รับอิทธิพลมาจากกรีก

เทพเจ้าโรมันที่สำคัญๆหลายองค์นั้นนำมาจากกรีก เทพเจ้าบัคคัส หรือเทพเจ้าแห่งไวน์นั้นถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเทพเจ้าไดโอไนซัส เพเอธีนา ของกรีกหรือเทพีแห่งปัญญาและงานฝีมือถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเทพีมิเนอร์วา เทพเจ้าที่สำคัญที่สุดคือเทพเจ้าแห่งสงคราม คือ เทพเจ้ามาร์ และเทพเจ้าจูปีเตอร์ ซึ่งเป็นเทพ       เแห่งปวงเทพและเทพแห่งท้องฟ้าและแสงสว่าง

 à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ นักรบ โรมัน" à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ นักรบ โรมัน"

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นักรบ โรมัน"

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นักรบ โรมัน"

 

 

Leave a Reply