กระทรวงใหม่รับอนาคต 4.0

คณะรัฐมนตรี เพิ่งคลอดกระทรวงใหม่ออกมาอีกกระทรวงเมื่อวันอังคาร ชื่อ “กระทรวงอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม” ดึงเอา มหาวิทยาลัยรัฐ 84 แห่ง มหาวิทยาลัยเอกชน 73 แห่ง จาก กระทรวงศึกษาฯ ดึงเอา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 11 แห่ง จากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

คณะรัฐมนตรี เพิ่งคลอดกระทรวงใหม่ออกมาอีกกระทรวงเมื่อวันอังคาร ชื่อ “กระทรวงอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม” ดึงเอา มหาวิทยาลัยรัฐ 84 แห่ง มหาวิทยาลัยเอกชน 73 แห่ง จาก กระทรวงศึกษาฯ ดึงเอา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 11 แห่ง จากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มารวมไว้ในกระทรวงนี้เพียงแห่งเดียว เพื่อให้เป็น “กระทรวงแห่งอนาคต” ขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม จะเผยโฉมได้ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า
ก็ไม่รู้ กระทรวงศึกษาฯ ที่เหลือแต่ ระดับประถม มัธยม อาชีวศึกษา อนาคตจะเป็นอะไร คงไม่สดใสแน่นอน คิดแล้วผมก็สงสารเด็กไทยที่เป็นอนาคตของชาติ ทั้งเด็กที่กำลังเรียนอยู่ และเด็กที่จะเกิดมาในวันนี้และในอนาคต

เรื่องการตั้ง “กระทรวงอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม” นี้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เคยเล่าให้ผมฟังว่า จำเป็นต้องตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” เพราะปัจจุบันการศึกษายังไม่ตอบโจทย์นโยบายนี้ของรัฐบาล มหาวิทยาลัยไทยยังติดอยู่กับดัก 4 ข้อ ที่ดิ้นไม่หลุดก็คือ

1.ขาดแรงกระตุ้นให้ดิ้นรน (Comfort Zone Trap)

2.ไม่สามารถสร้างความแตกต่างที่ชัดเจน (Commoditization Trap)

3.ขาดการสอดรับกับนโยบายหรือความต้องการของประเทศ (Mismatch Trap)

4.ยังไม่สามารถตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 ได้ (Irrelevant Trap)

ฟังแล้วก็อึ้ง คิดไม่ถึงว่ามหาวิทยาลัยเมืองไทยที่มีอยู่มากมายเกือบ 200 แห่ง จะตกอยู่ในสภาพที่ล้าหลังขนาดนี้ บัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัย ไม่เพียงไม่ตอบโจทย์ประเทศ แต่ยังไม่ตอบโจทย์ในโลกศตวรรษที่ 21 ที่มีการ Disrupt ทางเทคโนโลยีอย่างรุนแรงอีกด้วย แล้วอนาคตบัณฑิต ที่จบปีละหลายแสนคนจะเป็นอย่างไร

ยิ่งไปดู ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยรอบที่ 4 ระบบแอดมิชชัน ที่เพิ่งประกาศออกมา นักเรียนที่มีคะแนนสูงเป็นอันดับ 1 เข้า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ คะแนนอันดับ 2 เข้า คณะจิตวิทยา จุฬาฯ คะแนนอันดับ 3 เข้า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ คะแนนอันดับ 4 เข้า คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ คะแนนอันดับ 5 เข้า คณะศิลปศาสตร์ มหิดล

ไม่มีนักเรียนเก่งคนไหนเลือกเรียน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือ STEM ที่เป็น “วิชาแห่งอนาคต” เลย ทั้ง 4 วิชานี้คือ “วิชาแห่งอนาคต” ที่รัฐบาลคาดหวังจะใช้พัฒนาประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า ปัญหาเหล่านี้คือความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดตั้ง “มหาวิทยาลัยอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม” ขึ้นมา เพื่อปฏิรูปมหาวิทยาลัยไทยครั้งใหญ่ ให้หลุดพ้นจากกับดัก 4 ข้อ ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ สร้างแพลตฟอร์มการศึกษาวิจัยใหม่ เพื่อตอบโจทย์ผู้เรียนและรองรับพลวัตโลก

ดร.สุวิทย์ ย้ำว่า กระทรวงนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อปรับเปลี่ยนประเทศ หากไม่เปลี่ยนแปลงก็จะติดอยู่ในกับดักเดิมๆ ไม่สามารถก้าวไปสู่โลกที่ 1 ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ ชาร์ลส์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ได้กล่าวไว้ว่า “ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด หรือ ฉลาดที่สุด ที่อยู่รอด หากแต่เป็นสายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด”

ผมเห็นด้วยกับ รัฐมนตรีสุวิทย์ ทุกอย่าง ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยรัฐอยู่ใน Comfort Zone Trap คือ สุขสบายกันมากเกินไป จนขาดการดิ้นรน ยิ่งออกนอกระบบได้ยิ่งสบาย เงินเดือนพุ่งปร๊าดเป็น 3–4 แสนบาทต่อเดือน เสพสุขกันทั้ง สภามหาวิทยาลัย อธิการบดี คณบดี อาจารย์ จนลืมการพัฒนาด้านวิชาการและการวิจัยที่เป็นงานหลัก ที่ดินที่มีอยู่เพื่อการศึกษา ก็เอาไปให้เอกชนเช่าไปทำศูนย์การค้า ทำสำนักงานเพื่อหารายได้

กระทรวงแห่งอนาคต คลอดได้วันเดียว ก็ทำท่าจะสะดุดเสียแล้ว เมื่อ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดว่า ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ อนาคตประเทศไทยคงต้องพัฒนาแบบรถไฟไทย คือ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง สบาย สบาย ไทยแลนด์ ครับ.

อ้างอิง : www.thairath.co.th/content/1328649||www.thairath.co.th/content/1328649

แหล่งที่มา : www.thairath.co.th/content/1328649

โพสต์โดย : วิรัชดา เลิศรมยานันท์

MCP กฤตภาคออนไลน์

Leave a Reply